Bushwick

ภาพยนตร์เรื่อง Bushwick สู้ยึดเมือง หนังแนวใหม่มุมมองเสมือนจริง

จากผลงานการควบคุมภาพยนตร์ซอมบี้สุดวายป่วงอย่าง Cooties (2014) ของผู้กำกับ Cary Murnion รวมทั้ง Jonathan Milott ก็กำเนิดกระแสวิจารณ์ไม่น้อย ที่มีอีกทั้งด้านดีและไม่ดี ด้วยเรื่องราวที่ออกจะแปลกก็เลยสร้างสีสันให้แวดวงภาพยนตร์ได้อย่างดีเยี่ยม กระทั่งมาถึงปีนี้ทั้งสองได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการทำหนังอีกรอบ เป็นหนังแอ็คชั่นเสี่ยงอันตรายภัยอันตรายที่เกิดขึ้นมาจากความสามารถมนุษย์ ยังไม่ทิ้งลายความเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว ซึ่งใช้กระบวนการถ่ายทำแบบ Long Take อีกทั้งเรื่อง มั่นใจว่างานนี้คนจำนวนไม่น้อยคงจะต้องการพิสูจน์แล้วว่าทั้งสองจะเอาอยู่หรือเปล่า

Bushwick สู้ยึดเมือง กล่าวถึงเรื่องราวของ ลูซี่ ที่เดินออกมาจากสถานีรถไฟบุชวิค คุณได้ศึกษาและทำการค้นพบว่าเมืองเกิดของคุณกำลังถูกกองกำลังติดอาวุธที่ใส่เสื้อทหารชุดสีดำเล่นงาน คุณได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลจากอดีตกาลนย. สตูป รวมทั้งได้ศึกษาและทำการค้นพบว่าคนที่กำลังเล่นงานเมืองของคุณเป็นกองกำลังทหารจากเท็กซัสที่อยากได้แบ่งดินแดน พวกเขามากับอาวุธ รวมทั้งใช้เมืองบุชวิคเป็นตัวรับรองสำหรับการต่อรอง มีเพียงแต่อย่างเดียวที่เขาทั้งคู่ทำเป็นเป็นการพยายามเอาชีวิตรอดผ่านป่าดงสนามรบกลางเมืองไปยังแผนการที่ๆจะเป็นสนามรบในที่สุดของการสู้รบคราวนี้

ถึงแม้ว่าแบบอย่างหนังที่ปลดปล่อยออกมานั้นจะมิได้มีความน่าดึงดูดใจเท่าไรนัก แม้กระนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นผู้กำกับคู่ซี้สองคนอย่าง Cary Murnion รวมทั้ง Jonathan Milott ก็อดพอใจมิได้ เมื่อได้ดูภาพยนตร์และก็พอเพียงจะรู้ได้ว่าเพราะอะไรนักวิพากษ์วิจารณ์ถึงได้ให้แต้มแบบกลางเนื่องจากว่าด้วยการใช้แนวทางการถ่ายทำแบบ Long Take ซึ่งบางบุคคลพอใช้ยินถึงกับเบ้ปาก เพราะเหตุว่าผิดจริตอย่างแรง ส่วนตัวก็คิดแบบนั้น แต่ว่าก็ยังคิดในด้านดีว่ามันบางครั้งอาจจะมิได้เชื้อเชิญวิงเวียนมากมายขนาดนั้น ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

ถึงแม้ว่าผู้กำกับจะถ่ายแบบ Long Take ทั้งยังเรื่องมันก็มิได้ออกมาห่วยนัก โดยยิ่งไปกว่านั้นฉากบู๊ที่นับว่าทำออกมาได้ค่อนข้างจะดี และก็เหมือนจริงมากมาย ถ้าฉายในระบบ 4D ก็ไม่แน่ว่าพวกเราบางครั้งอาจจะรู้สึกปวดทรมาทรกรรมเช่นเดียวกับผู้แสดงก็ได้ เนื่องจากว่าหนังมีความสมจริงสมจัง ฉากบางฉากก็ทำเอาพวกเราอดหวาดเสียวไปด้วย ซึ่งนับว่าสร้างความตรึงใจให้อย่างยิ่ง เพราะว่ามันเกินความปรารถนาพอเหมาะพอควร สิ่งที่จะต้องยกย่องอีกอย่างเป็นหนังทำให้พวกเรารู้สึกร่วมไปกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้น สร้างอรรถรสได้มากขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องของบทก็ไม่ต้องกล่าวถึง เพราะว่ามันก็มิได้ห่วยแตกหรือดีเยี่ยม อยู่ในขั้นกลางรวมทั้งพอเพียงจะมีใจความเป็นจริงอยู่บ้าง ในส่วนของดาราหนังก็นับว่าทำออกมาเจริญ ถึงแม้ว่าในเรื่องจะมิได้มีการสื่ออารมณ์เท่าไรนัก แม้กระนั้นจะหนักไปที่การเอาชีวิตรอดของผู้แสดงมากยิ่งกว่า แล้วก็ที่พีคสุดก็คือตอนสุดท้ายของเรื่อง ถ้าผู้ใดกันที่เคยดูภาพยนตร์แนวนี้มามากมายก็จะพอเพียงทายใจตอนสุดท้ายได้ว่ามันจะเป็นเยี่ยงไร ซึ่งทำพวกเราได้แม้กระนั้นอุทานในใจว่าจะจบอย่างนี้จริงๆหรือเนี่ย